เร็วไม่ว่า ช้าให้เป็น ศิลปะแห่งการใช้ชีวิตเนิบช้า, ผู้เขียน Carl Honore, ผู้แปล กรรณิการ์ พรมเสาร์, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, พิมพ์ครั้งที่ 1, ตุลาคม 2549
เพียงแค่ไม่กี่ปีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยโมเด็มความเร็วต่ำ กลายเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
เพียงแค่ไม่กี่ปีความอดทนอันแสนทรหดที่เคยรอเช็คอีเมล กลายเป็นความใจร้อนรีบด่วน
ความโกรธที่ส่งผ่านปลายนิ้วกดปุ่มบนเมาส์รัวเร็วมากขึ้น เหมือนต้องการจะให้จดหมายอีเมลปรากฎขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ในบัดดล ความเชื่องช้าเพียงไม่กี่วินาทีเริ่มไม่พอสำหรับเรา ความเร็วแบบพริบตากลายเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็คิดฝันถึง
ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่เสพติดความรวดเร็ว หากช้าไปสักสองสามวินาทีจะเริ่มหงุดหงิดใจแบบไม่มีสาเหตุ Carl Honore ผู้เขียนหนังสือเร็วไม่ว่า ช้าให้เป็น บอกว่า เราได้สูญเสียศิลปะแห่งการอยู่เฉย ๆ ศิลปะแห่งการทำตัวให้เนิบช้าและการอยู่ตามลำพังกับความคิดของเราเอง
พออ่านหนังสือเล่มนี้ไปสักพัก ผู้เขียนเห็นด้วยว่าเราควรทำอะไรต่อมิอะไรให้ช้าลงสักหน่อย เพราะกิจกรรมบางอย่างช้าไปสักเล็กน้อยการงานก็ไม่ได้เสียหายถึงขั้นพังพินาศ
อย่างเรื่องของนายเออร์ เฮลเลอร์ สมาชิกของสมาคมชะลอเวลา (Society for the Deceleration of Time) เป็นทนายความในสำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่งในมิวนิค ทีแรกเขามักนัดลูกความเพื่อทำความรู้จักกันด้วยเวลาอันรวดรัดเพียง 10 นาที แต่ทุกวันนี้เขาใช้เวลาพูดคุยกับนัดครั้งแรกนานถึง 2 ชั่วโมง ผลก็คืองานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและกิจการไปได้ดี
ลูกความผมมักจะบอกว่า ถ้าไปหาทนายความคนอื่น เขามีเวลาแค่ 5 นาทีเพื่ออธิบายสิ่งที่เขาต้องการ ยื่นเอกสารไว้ แล้วก็ออกประตูไป
ถึงมันจะดูเหมือนช้ามากและโบราณไปหน่อย แต่การฟังก็ยังเป็นวิธีการที่ดีที่สุดอยู่ดี การรีบร้อนลงมือต่างหากที่แย่ที่สุด
ศิลปะแห่งการใช้ชีวิตเนิบช้า ไม่เพียงเกี่ยวกับการทำงานอย่างเดียว การกินอาหารอย่างแช่มช้าและมีรสนิยม แทนที่จะสวาปามแต่อาหารจานด่วน กินยัดเข้าปากจนแทบไม่เคยรู้รสชาติของอาหาร เราก็ควรคืนความสุนทรีย์ในการลิ้มรสอาหารแก่ลิ้น
ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ ความไม่รู้ตัวของเราคนที่ปล่อยให้ความเร็วเข้าไปบงการแม้กระทั่งเซ็กซ์
ผู้ชายส่วนใหญ่รีบร้อนหาความสุขจนหายใจหายคอแทบไม่ทัน แล้วก็ผ่านมันไปอย่างร้อนรน เป็นคำกล่าวที่เข้ากับยุคสมัยนี้เหลือเกิน ที่สัมผัสรักเนิบช้าขาดหายไป (แต่จะปฏิบัติตัวอย่างไรให้มีเซ็กซ์เนิบช้า คงต้องไปหาอ่านเอาเอง)
เมื่ออ่านหนังสือจบ ผู้เขียนนั่งคิดต่อว่า ความเร็วได้ครอบงำสังคมไทยแทบจะทุกด้าน เอาเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จากรัฐบาลทักษิณเปลี่ยนเป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ช่วงแรกกระแสสังคมอาจตอบรับกับวิธีแก้ปัญหาแบบกดปุ่มทันใจนึก แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์ความโกลาหลในสังคมก็คืนกลับมาแบบติดเทอร์โบ
เราคงสูญเสียความเนิบช้าบางอย่าง ความอดทนที่จะใช้ประชาธิปไตยแบบเนิบช้า
ประชาธิปไตยแบบ ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม คงสู้ประชาธิปไตยแบบ กดปุ่ม ไม่ได้เสียแล้ว
|