เกษตรพันธะสัญญา มักถูกนำเสนอจากภาครัฐและเอกชนในทางบวกว่าเป็นหนทางที่จะช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่แน่นอนขึ้น ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยีการผลิตและมีตลาดที่แน่นอน ดังนั้น เมื่อเกษตรกรประสบปัญหาด้านการตลาดหรือการผลิต ระบบเกษตรพันธะสัญญาก็มักจะเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำเร็จรูปทางนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาของเกษตรกรเสมอมา แต่สำหรับเกษตรกรเล่า เกษตรพันธะสัญญาเป็นทางเลือกจริงๆ หรือ?
เกษตรพันธะสัญญา คืออะไร?
เกษตรพันธะสัญญา (หรือเกษตรครบวงจร หรือในบางครั้งเรียกทับศัพท์เป็นภาษาอังกฤษว่า คอนแทรกฟาร์มมิ่ง) เป็นชื่อเรียกของ ระบบหรือรูปแบบความสัมพันธ์ทางการผลิตและการตลาดระหว่างบริษัทธุรกิจและเกษตรกรประเภทหนึ่ง ซึ่ง เกษตรกรและบริษัทตกลงที่จะทำการผลิตและซื้อขายผลผลิตทางการเกษตรระหว่างกันล่วงหน้า โดยอาจตกลงกันทางวาจาหรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร (สัญญา) นอกจากข้อตกลงที่จะซื้อและขายแล้ว เกษตรพันธะสัญญาส่วนใหญ่ยังประกอบไปด้วยเงื่อนไขอื่นๆ ได้แก่ เงื่อนไขการรับซื้อ (เช่น กำหนดและคำนวณราคารับซื้อ การกำหนดคุณภาพ เป็นต้น) และเงื่อนไขการผลิต (เช่น วิธีการดูแลรักษา สินเชื่อ แหล่งที่มาของเมล็ดพันธุ์ วัตถุดิบ หรือปัจจัยการผลิตอื่นๆ)
เกษตรพันธะสัญญา เป็นรูปแบบการผลิตที่ได้แนวคิดมาจากการผลิตในประเทศพัฒนาแล้ว ถูกนำมาใช้ในประเทศไทยครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ในการเลี้ยงไก่ และภาครัฐไทยได้ทำการส่งเสริมอย่างจริงจังโดยบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 เป็นต้นมา ปัจจุบัน ยังมีการส่งเสริมให้บริษัทไทยไปทำเกษตรพันธะสัญญากับเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้านด้วย ทั้งนี้ พืชหรือสัตว์ที่พบว่าอยู่ภายใต้ระบบเกษตรพันธะสัญญา เช่น สัตว์: หมู ไก่เนื้อ ไก่ไข่ ปลาในกระชัง กุ้ง พืช : หน่อไม้ฝรั่ง มันฝรั่ง ข้าวโพดฝักอ่อน พริกหวาน อ้อย เมล็ดพันธุ์ : ข้าวโพด ข้าว มะเขือเทศ
รูปแบบของเกษตรพันธะสัญญาแต่ละแบบอาจต่างกันไปตามกลุ่มบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น บางกรณีอาจมีแค่บริษัทและเกษตรกรสองฝ่ายเท่านั้นที่ทำสัญญากัน บางกรณีอาจมีตัวแทนหรือนายหน้าเข้ามาทำหน้าที่ประสาน แจกจ่ายวัตถุดิบ หรือ รวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรให้บริษัทอีกที หรือบางกรณีมีฝ่ายอื่นๆ ซึ่งมาช่วยสนับสนุนหรือควบคุมดูแลการทำเกษตรพันธะสัญญาเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น สหกรณ์ ธนาคารท้องถิ่น องค์กรระหว่างประเทศ (เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) เป็นต้น
เหตุผลที่เกษตรกรเข้าร่วมเกษตรพันธะสัญญา
ปัจจุบัน มีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยเข้าร่วมระบบเกษตรพันธะสัญญากับบริษัท โดยมีเหตุผลเพราะ หนึ่ง. ต้องการมีรายได้เสริมจากการทำไร่ทำนา หรือ ต้องการหาอาชีพที่มั่นคง และไม่ต้องการอพยพไปทำงานในเมือง สอง. ไม่มีทุนและไม่มีตลาด สาม. ได้รับการส่งเสริมและโฆษณาประชาสัมพันธ์ถึงข้อดีและผลตอบแทนที่จะได้รับ เช่น การเลี้ยงปลาในกระชังในพื้นที่จังหวัดยโสธร ได้รับการส่งเสริมจากบริษัทและนายหน้าว่า เลี้ยงง่าย โตเร็ว ใช้เวลาไม่เกิน 90 วันก็ขายได้ มีคนมารับซื้อตลอด และกำไรดีถึง 4-5 พันบาทต่อกระชัง นอกจากนี้ยังมีความช่วยเหลือด้านเทคนิค ปัจจัยการผลิตและสินเชื่อให้พร้อม เป็นต้น และข้อสุดท้าย. คือ เห็นตัวอย่างความสำเร็จและได้รับการชักชวนจากเพื่อนบ้านหรือผู้ที่เลี้ยงมาก่อน จึงอยากทดลอง
กลไกและเงื่อนไขภายใต้เกษตรพันธะสัญญา: ข้อค้นพบจากงานวิจัย กรณีการเลี้ยงปลาในกระชัง ไก่เนื้อและหมู ซึ่งมีเงื่อนไขการผลิตและการรับซื้อของเกษตรพันธะสัญญาจะแตกต่างกันไปตามประเภทของพืชหรือสัตว์หรือเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรทำการผลิต รวมถึงรูปแบบที่บริษัทแต่ละบริษัทจะออกแบบ
ในกรณีที่บริษัทไม่ต้องการควบคุมการผลิตของเกษตรกรเท่าไรนัก อาจมีเพียงสัญญาซื้อขายระหว่างกันเท่านั้น ส่วนปัจจัยและวิธีการผลิตปล่อยให้เป็นอำนาจการตัดสินใจของเกษตรกร แต่ในกรณีที่บริษัทต้องการควบคุมเกษตรกรอย่างมาก บริษัทจะมีเงื่อนไขในการขายวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีเกือบทุกอย่างให้เกษตรกร (ซึ่งอาจอยู่ในรูปสินเชื่อ ที่บริษัทจะนำไปหักจากผลตอบแทนที่เกษตรกรจะได้รับจากบริษัทในภายหลัง) ในลักษณะความสัมพันธ์เช่นนี้ เกษตรกรจำเป็นจะต้องทราบข้อมูลถึงเงื่อนไขต่างๆของบริษัท
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าเกษตรกรจำนวนมากไม่ทราบเงื่อนไขบางอย่างที่ระบุในสัญญา (เพราะไม่เคยเห็นหรือมีเวลาได้อ่านสัญญาและสัญญาถูกเก็บอยู่ฝ่ายเดียวโดยบริษัท) หรือแม้ได้อ่านสัญญา ก็อาจพบว่ามีเงื่อนไขหลายอย่างที่ไม่ได้ระบุอยู่ในสัญญา แต่ถูกนำมาบังคับใช้
|
ตัวอย่างข้อความในสัญญาที่ไม่เป็นธรรม : ...ระเบียบต่างๆที่บริษัทได้กำหนดขึ้นภายหลังจะแจ้งให้ผู้เลี้ยงรับทราบ และผู้เลี้ยงตกลงให้ถือข้อกำหนดหรือระเบียบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้ |
ผลก็คือ เกษตรกรไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจอย่างรอบคอบว่าการเข้าร่วมเกษตรพันธะสัญญาในทางปฏิบัติจะคุ้มค่าหรือไม่ ตัวอย่างเงื่อนไขสำคัญภายใต้ระบบเกษตรพันธะสัญญาที่เกษตรกรประสบ เช่น
(1) เงื่อนไขเกี่ยวกับการผลิตของเกษตรกร
เกษตรกรต้องลงทุนเอง และบางครั้งก็หมายถึงเงินจำนวนมากที่ไม่คาดคิด
การเลี้ยงไก่เนื้อ ในระบบเกษตรพันธะสัญญาต้องอยู่ภายใต้โรงเรือนซึ่งแต่เดิมเป็นโรงเรือนเปิด แต่ปัจจุบันกำหนดให้เป็นโรงเรือนปิดที่สามารถควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น การระบายอากาศและแสงสว่างให้ลูกไก่ เงินลงทุนที่เกษตรกรต้องใช้เพื่อสร้างโรงเรือนปิดประมาณ 550,000-600,000 บาท โดยต้องสร้างตามแบบแปลนที่บริษัทกำหนด นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องรับผิดชอบค่าไฟของโรงเรือนแบบเปิดอยู่ที่ประมาณ 40,000 บาทต่อรุ่นไก่
การเลี้ยงหมู เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูบางคนได้รับการบอกเล่าว่าใช้เงินเพียง 330,000 บาททำโรงเรือนเลี้ยงหมู แต่สุดท้าย เกษตรกรต้องลงทุนเพิ่มในการติดตั้งระบบไฟฟ้าและทำห้องเก็บของ รวมเงินลงทุนทั้งหมด 500,000 บาท ทำให้ต้องไปกู้หนี้สินมาเพิ่มเติม และเมื่อมีอุปกรณ์ใหม่ๆ เกษตรกรจะถูกบังคับโดยอ้อมให้ซื้อของจากบริษัทเรื่อยๆ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้รับลูกหมูจากบริษัทในคราวถัดไป
(2) เกษตรกรแบกรับความเสี่ยงจากความผิดพลาดทางการผลิตเอง
การเลี้ยงปลาในกระชัง พบว่า บริษัทจะให้ร้านค้าปล่อยสินเชื่ออาหารปลา และจะเก็บค่าอาหารหลังเกษตรกรขายปลาได้ โดยพ่อค้าจะหักเงินค่าอาหารไปก่อนแล้วจึงค่อยให้ค่าตอบแทนกับเกษตรกร เมื่อเกิดปัญหาปลาตายในลำน้ำจำนวนมาก บริษัทมีเงื่อนไขใหม่ว่าต้องนำเงินสดไปมัดจำค่าลูกปลากระชังละ 10,000 บาท เมื่อขายปลาและใช้หนี้หมดจึงจะคืนเงินมัดจำ
การเลี้ยงไก่เนื้อ เมื่อเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกช่วงปี 2546 เกษตรกรที่เลี้ยงไก่ภายใต้พันธะสัญญาจำนวนหนึ่งไม่ได้รับลูกไก่จากบริษัทโดยไม่ได้รับการชี้แจงแต่อย่างใด ขณะที่ได้ลงทุนกับโรงเรือนไปเป็นจำนวนมากและมีดอกเบี้ยที่ยังค้างชำระอยู่
(3) เกษตรกรไม่มีข้อมูลและไม่สามารถควบคุมคุณภาพปัจจัยการผลิตได้
การเลี้ยงปลาในกระชัง เกษตรกรต้องซื้อพันธุ์ปลา อาหารปลา ยาและเวชภัณฑ์จากบริษัทในราคาที่กำหนด (ทั้งๆ ที่อาจจะแพงกว่าราคาในท้องตลาดด้วยซ้ำ) เช่น อาหารสูตรเอ็ม 31 สำหรับเลี้ยงปลานิลเล็ก มีต้นทุนรวมค่าขนส่ง 385 บาทต่อกระสอบ แต่ร้านค้าปลีกขายให้เกษตรกรไม่น้อยกว่า 450 บาท การหาทางเลือกด้านปัจจัยการผลิตจากที่อื่นทำให้เกษตรกรกลัวว่าจะกระทบกับความสัมพันธ์กับบริษัท นอกจากนี้ เมื่อพบปัญหา เช่น พันธุ์ปลาของบริษัทเลี้ยงแล้วเติบโตช้า ขณะที่ต้นทุนอาหารเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน เกษตรกรก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้
(4) ต้องใช้แรงงานของตนเองและครอบครัวอย่างเข้มข้น
การเลี้ยงไก่เนื้อ เกษตรกรโดยเฉพาะผู้หญิงซึ่งเป็นผู้ดูแลไก่เป็นหลัก จะต้องยกถุงอาหารและแกลบไปให้ไก่ ต้องเก็บไก่ที่ตายออกจากเล้าในตอนเช้า ต้องให้ยา และเฝ้าไก่ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้มั่นใจว่าระบบควบคุมอุณหภูมิจะทำงานอยู่เสมอ เกษตรกรจึงต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงพัดลมในโรงเรือนตลอดเวลา เพราะถ้าเกิดกรณีไฟดับนานเกิน 30 นาที ไก่จะตาย ซึ่งหมายถึงหนี้สินที่จะไม่มีเงินชดใช้
เงื่อนไขการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรของบริษัท
ระยะเวลาและราคาขายถูกกำหนดโดยบริษัท
การเลี้ยงปลาในกระชัง เกษตรกรไม่ทราบว่า บริษัทจะมาจับปลาเมื่อไร และยังประสบปัญหาพ่อค้าไม่มารับซื้อปลา หรือพ่อค้าเลือกซื้อปลาในขนาดและราคาที่ตนเองกำหนดเพียงฝ่ายเดียว จนทำให้บางครั้ง เกษตรกรต้องแย่งกันลดราคาเพื่อให้ขายปลาได้ มิฉะนั้นก็ต้องแบกรับภาระค่าอาหารปลาต่อไป
การชั่งน้ำหนักและการคิดคำนวณผลตอบแทนของเกษตรกร
การเลี้ยงไก่เนื้อ ซึ่งมีการทำเกษตรพันธะสัญญามาอย่างยาวนานที่สุดเมื่อเทียบกับพืชหรือสัตว์ชนิดอื่นๆ แม้กระนั้น เกษตรกรที่เลี้ยงไก่ภายใต้ระบบนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าวิธีการทำคำนวณผลตอบแทนการเลี้ยงไก่ของบริษัทที่เรียกกันว่า สูตรคำนวณอัตราแลกเนื้อ (FCR) นั้นเป็นอย่างไร (อัตราแลกเนื้อ คือ สัดส่วนการแปลงอาหารที่ให้สัตว์กินไปเป็นเนื้อ โดนคิดจากน้ำหนักอาหารที่ให้ทั้งหมดหารด้วยน้ำหนักรวมของไก่ที่จับไป) ทำให้เกษตรกรไม่สามารถคำนวณผลตอบแทนที่พึงได้ของตนเอง
เกษตรพันธะสัญญา: สว่างไสวหรือมืดบอด?
โดยทฤษฎี เกษตรพันธะสัญญาถูกกล่าวอ้างว่าจะเป็นระบบที่สร้างหลักประกันด้านการเข้าถึงตลาดและราคา รวมทั้งเป็นช่องทางเข้าถึงแหล่งสินเชื่อและเทคโนโลยีต่างๆ ให้กับเกษตรกร ในทางปฏิบัติ งานศึกษาและข้อเท็จจริงที่ปรากฏพบว่า เกษตรกรจำนวนมากมีบทบาทเพียงเป็นแรงงานรับจ้างแต่ได้ใช้ที่ดินและทรัพยากรอื่นๆ ของตนในการผลิตป้อนบริษัท โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนที่คุ้มค่าแต่อย่างใด
ผลก็คือ เกษตรกรจำนวนมากประสบปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพอันเป็นผลมาจากระบบความสัมพันธ์และรูปแบบการผลิตที่ไม่เท่าเทียมกัน นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาของการทำเกษตรพันธะสัญญาในประเทศไทย รัฐบาลไทยมีบทบาทเพียงการส่งเสริมสนับสนุนให้บริษัทและเกษตรกรเข้าสู่ระบบพันธะสัญญา โดยละเลยบทบาทในการกำกับดูแลและปกป้องคุ้มครองให้ระบบนี้มีความเป็นธรรม ดังนั้น การเข้าสู่ระบบเกษตรพันธะสัญญาจึงเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะได้คุ้มเสียหรือไม่
ตารางแสดงตัวอย่างต้นทุนที่ต้องพิจารณา
|
ประเด็น |
ตัวอย่างต้นทุนที่ต้องพิจารณา |
กรณีตัวอย่าง |
|
ผลทางเศรษฐกิจ |
|
-
งานวิจัยในพื้นที่จังหวัดยโสธรพบว่าการเลี้ยงปลาในกระชังเมื่อรวมต้นทุนค่าแรงงานในครัวเรือนจะทำให้กำไรเปลี่ยนเป็นขาดทุนทันทีเดือนละ 1 พันกว่าบาท ซึ่งไม่เป็นไปตามคำโฆษณา
-
งานวิจัยหนึ่งพบว่า ต้นทุนการเลี้ยงไก่เนื้อถึงประมาณ 90% เป็นต้นทุนด้านปัจจัยการผลิต (เช่น ลูกไก่ อาหาร และยา) ซึ่งเกษตรกรต้องซื้อจากบริษัท
-
งานวิจัยอีกชิ้นพบว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ในระบบพันธะสัญญามีหนี้สินเฉลี่ย 4 แสนกว่าบาทต่อครัวเรือน |
|
ผลต่อสุขภาพ |
|
-
การเลี้ยงปลาจะมีกลิ่นอาหาร บางคนรู้สึกเพลีย อ่อนแรง หอบ เหนื่อย เนื่องจากการใช้สารเคมีเข้มข้น
-
เกษตรกรรู้สึกอึดอัดเพราะถูกบริษัทตำหนิกรณีที่สัตว์ที่เลี้ยงตายไป ทั้งๆ ที่เป็นเงินลงทุนของเกษตรกรเองและเกษตรกรก็ทราบดีว่าหมายถึงรายได้ของตนเองที่หดหายและหนี้สินที่จะเพิ่มพูน |
|
ผลต่อสิ่งแวดล้อม |
|
|
|
หลักเกณฑ์การทำพันธะสัญญาจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขแวดล้อม เช่น
-
มีสัญญาที่เป็นธรรม ชัดเจน
-
มีกฎหมายคุ้มครองเกษตรกร และเกษตรกรมีความรู้ด้านกฎหมายในการปกป้องสิทธิตนเอง
-
เกษตรกรต้องสามารถตัดสินใจในการลงทุนและผลิตได้
-
ต้องไม่นำไปสู่การสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินของเกษตรกร
-
บริษัทเอกชนต้องร่วมแบกรับภาระความเสี่ยงทางการผลิตและการตลาด |
หมายเหตุ
ขอขอบคุณ มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ที่เอื้อเฟื้อบทความชิ้นนี้ www.biothai.org
เอกสารอ้างอิง
-
คณะแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เกษตรพันธะสัญญากับปัญหาแรงงานนอกระบบ, เอกสารประกอบการจัดประชาสังคม, แผนงานสร้างเสริมสุขภาพแรงงานนอกระบบในภาคการเกษตร, 30 พฤศจิกายน 2549.
-
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, ร่างเอกสารเรียบเรียงงานวิจัยของ บัญชร แก้วส่องและคณะ, 2550, เกษตรพันธะสัญญาและคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบในภาคเกษตร และ สุเมธ ปานจำลอง และคณะ, 2550, โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิจแรงงานภาคเกษตร: เกษตรพันธะสัญญา 4 ภูมินิเวศน์ของภาคอีสาน
-
อิซาเบลล์ เดลฟอร์จ, 2550, เกษตรพันธะสัญญาในประเทศไทย: มุมมองจากฟาร์ม, โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา [ภาษาอังกฤษ].
|